ชื่อ | รำตง |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | กาญจนบุรี |
"รำตง" เป็นการละเล่นของชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ใน อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิและอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
"ตง" เป็นการออกเสียงตามภาษาไทยชาวกะเหรี่ยงจะออกเสียงว่า "โตว" คำว่า ตง หรือ โตว นี้ คงจะมาจากเครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบการแสดง ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ยาว ๑ ปล้อง เจาะเป็นช่องตรงกลางเพื่อให้เกิดเสียงดังกังวาน
ลักษณะการเล่น
การแสดงรำตง เป็นการร้องและรำที่ใช้เสียงดนตรีประกอบในการแสดง ผู้แสดงเป็นหญิงหรือชายก็ได้ โดยทั่วไปนิยมใช้ผู้แสดงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจำนวน ๑๒-๑๖ คน หรืออาจมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่แสดง ซึ่งอาจเป็นเวทีในร่ม หรือสนามหญ้า การแสดงมีการตั้งแถวผู้แสดงเป็นแถวลึกประมาณ ๕-๖ แถวและยืนห่างกันประมาณ ๑ ช่วงแขน ชุดที่ใช้ในการแสดงรำตงเป็นชุดกระโปรงปักด้วยด้ายสีสด คาดเข็มขัดเงินที่เอว เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง คือ กลองสองหน้า ระนาด ฆ้องวง พิณหรือปี่ ฉิ่ง ตง ( ไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เซาะเป็นร่องใช้ไม้ตีให้จังหวะ) เนื้อร้องของเพลงรำตงมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของกะเหรี่ยง การอบรมให้เป็นคนดี และเกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นต้น ท่าทางที่รำคล้ายกับฟ้อนพม่า
โอกาสที่เล่น
การแสดงรำตงเป็นการละเล่นที่สนุกสนานในงานพิธีสำคัญ ๆ เช่น งานศพ งานบุญข้าวใหม่ งานสงกรานต์ เป็นต้น
คุณค่า
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่น
ชื่อ | เท่งตุ๊ก |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | จันทบุรี |
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
ดนตรีประกอบการเล่น มีดังนี้
๑. โทน ๒ ใบ
๒. กลองตุ๊ก (กลองชาตรี) ๑ ใบ
๓. เครื่องประกอบจังหวะฉาบและฉิ่ง
การแต่งกาย
ตัวละครเท่งตุ๊กสวมเสื้อแขนสั้นมีอินทรธนูบนบ่า สวมถุงเท้าขาวคล้ายลิเก และสวมมงกุฎแทนชฎา
ตัวพระนุ่งโจงหางหงส์ สวมเสื้อมีอินทรธนูทับทรวงและสวมมงกุฎ ตัวนางนุ่งผ้ายกจีบ หน้านาง ผ้าห่มนาง ใส่กระบังหน้าและสวมมงกุฎ
การแสดงละครเท่งตุ๊ก
ก่อนแสดงจะต้องมีการบูชาครูเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนแล้วมีการโหมโรง โดยตัวพระจะออกมารำซัดแล้วจึงเริ่มแสดง เรื่องที่แสดงแต่เดิมจะมีเฉพาะนิยายพื้นบ้าน อย่างเรื่องสังข์ทองพระรถเมรี ไกรทอง เป็นต้น ต่อมาชั้นหลังเปลี่ยนเป็นเรื่องราวอิงชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการอิจฉาริษยา เวลาแสดงละครทุกตัวจะต้องร้องเอง การแสดงจะเรียกเสียงหัวเราะได้จากตัวตลก และเร้าอารมณ์เคียดแค้นด้วยนางกะแหร่งหรือตัวริษยา
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
๑. งานทิ้งกระจาดตามศาลเจ้าและศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นงานประจำปี
๒. งานแก้บนตามวาระและโอกาสของผู้ว่าจ้าง
๓. งานอื่นๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานเทศกาลต่างๆ ตามวาระและโอกาสของผู้ว่าจ้างและเทศบาลนั้น
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การละเล่น "เท่งตุ๊ก" นี้ เป็นการละเล่นที่นิยมเล่นในงานเทศกาลประเพณีต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน มีการพัฒนาการเล่นตามสภาพที่ควรจะเป็นแต่ยังรักษาประเพณีการบูชาครูไว้ การแสดงที่ได้มีการผสมผสานทั้งของปักษ์ใต้และละครชาตรี ดังคำกล่าวต่อไปนี้
อันเท่งตุ๊ก เท่งกรุ๊ก สนุกนัก
เจ้าภาพมักหามาเล่นเป็นสุขศรี
คณะแสดงอยู่แหลมสิงห์จันทบุรี
หาได้ที่บ้านชำห้านบางกะไชย
มีตัวพระตัวนางข้างตัวเอก
มีตัวโกง เกกมะเหรกน่าหมั่นไส้
มีตัวตลก ตัวเจ้าตัวคนใช้
เล่นที่ไหนคนนิยมชมชอบนัก
แต่ท่ารำเยื้องย้ายคล้ายปักษ์ใต้
มองไกลๆ เหมือนโนราท่าประจักษ์
ส่วนบทร้องเจรจาน่าฟังนัก
ใช้สัมผัสท้ายวรรคเป็นหลักชัย
…………สวัสดีเท่งตุ๊ก………….
ชื่อ | ชักเย่อ |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ฉะเชิงเทรา |
วิธีการเล่น
แบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละกี่คนก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อแบ่งพวกได้แล้วก็ขีดเส้นแบ่งแดน หัวแถว (ถ้าเป็นชายเรียกพ่อหลัก ถ้าเป็นหญิงเรียกแม่หลัก) ของทั้งสองฝ่ายเหยียดแขนจับไม้ยึดแนวขนานกับพื้นทั้งสองมือ ไม้จะนอนขนานกับเส้นแบ่งแดน ลูกน้องของแต่ละฝ่ายเกาะเอวหัวแถวเรียงต่อ ๆ กัน เริ่มเล่นต่างฝ่ายพยายามดึงให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดล้ำเข้ามาในแดนตน ฝ่ายใดหลุดล้ำถือเป็นฝ่ายแพ้ เมื่อแพ้ทั้งสองฝ่ายก็จะเริ่มต้นเล่นเพลงระบำกัน พอจบก็เริ่มชักเย่อกันใหม่
โอกาสที่เล่น
ชักเย่อเป็นการละเล่นประกอบเพลงระบำเช่นเดียวกันช่วงรำ ที่ชาวบ้านหัวสำโรงเล่นในวันสงกรานต์เช่นกัน
คุณค่า
ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน ก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นชักเย่อก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัด
ชื่อ | รำมะนา |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ชัยนาท |
รำมะนา ประกอบด้วยดนตรี "กลองรำมะนา" ฉิ่ง ฉาบ
การแต่งกาย ทั้งหญิงและชายแต่งกายตามสมัยนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๘ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
วิธีการเล่น
รำมะนา เป็นการร้องเพลงโต้ตอบกันไปมาคล้ายลำตัด แต่ใช้เพลงรำวงในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ร้องขึ้นต้นและลงท้าย เช่น เพลงแปดนาฬิกา เพลงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพลงช่อมาลี เพลงดวงจันทรา และเพลงรำวงมาตรฐานมาดัดแปลงให้เข้ากับการเล่นรำมะนาได้อย่างเหมาะสม โดยมีนักดนตรี นักร้อง และนักรำ ซึ่งจะรำกันเป็นคู่ ๆ การรำจะใช้ภาษาท่าซึ่งตีบทมาจากเพลงที่ร้องโต้ตอบกัน ผู้รำจะร้องเพลงที่รำไปด้วย ลีลาท่ารำจะอ่อนช้อยงดงาม สร้างความสนุกสนานให้กับนักดนตรี นักร้อง นักรำ และผู้ชมได้เป็นอย่างดี
โอกาสหรือเวลาเล่น
รำมะนานิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ งานบวชนาค งานมงคลสมรส และงานสนุกสนานรื่นเริงต่าง ๆ
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
๑. ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน เสริมสร้างความสามัคคี
๒. "รำมะนา" น่าจะมาจาก "รำโทน" ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันแพร่หลายทุกภูมิภาคของประเทศไทย ต่างกันที่ดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่น รำโทนจะใช้โทนตีกำกับจังหวะ ส่วนรำมะนาจะใช้กลองรำมะนาตีกำกับจังหวะ และลีลาการร่ายรำรำมะนาจะอ่อนช้อยกว่ารำโทน
๓. จังหวัดชัยนาทได้นำ "รำมะนา" เข้าร่วมขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมในพิธีเปิดปีการท่องเที่ยวไทย พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ ณ บริเวณท้องสนามหลวง
ชื่อ | สะบ้าล้อ |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ตราด |
อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น
อุปกรณ์การเล่น
๑. สะบ้าตั้ง (สะบ้าแก่น) ซึ่งเป็นเมล็ดพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นเถา ชื่อว่า เถาสะบ้า เป็นพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีฝักยาว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๕ เซนติเมตร
๒. สะบ้าล้อ นิยมทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ นำมากลึงเป็นรูปกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖-๘ เซนติเมตร มีลายเป็นเส้นวงกลมซ้อน ๆ กันหลายวง เรียกว่าด้านหงาย ด้านที่เป็นพื้นเรียบ เรียกว่า ด้านคว่ำ
อุปกรณ์การเล่น
๑. สะบ้าตั้ง (สะบ้าแก่น) ซึ่งเป็นเมล็ดพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นเถา ชื่อว่า เถาสะบ้า เป็นพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีฝักยาว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๕ เซนติเมตร
๒. สะบ้าล้อ นิยมทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ นำมากลึงเป็นรูปกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖-๘ เซนติเมตร มีลายเป็นเส้นวงกลมซ้อน ๆ กันหลายวง เรียกว่าด้านหงาย ด้านที่เป็นพื้นเรียบ เรียกว่า ด้านคว่ำ
วิธีการเล่น
สะบ้าล้อจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละกี่คนก็ได้ โดยทั่วไปจะประมาณ ๗ คน สนามที่ใช้ต้องเป็นดินอัดแน่นขนาดกว้าง ๗ X ๑๔ เมตร ฝ่ายใดจะเป็นผู้เล่นก่อน-หลัง ขึ้นอยู่กับการตกลงกันก่อนเล่น ผู้เล่นก่อนจะลงมือเล่นไปตามท่าที่กำหนด ผู้เล่นทีหลังจะเป็นผู้เฝ้าดูอยู่ใกล้กับแถวสะบ้าตั้ง ให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นไปตามกติกา ท่าที่นิยมเล่นมีอยู่ ๗ ท่า ดังนี้
๑. ท่าล้อนิ่ง นำสะบ้าวางบนมือแล้วล้อไปข้างหน้า เมื่อสะบ้าหยุดล้อ ให้ผู้เล่นเอาส้นเท้าวางบนสะบ้าแล้วหยิบสะบ้าล้อขึ้นมาวางบนเข่าดีดให้ถูกสะบ้าตั้ง
๒. ท่าล้อปากเป่า ทำเช่นเดียวกับท่าล้อนิ่ง แต่ต้องวิ่งตามไปเป่าสะบ้าด้วย เมื่อสะบ้าหยุด ให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๓. ท่าแพนดีด นำสะบ้าล้อวางบนมือให้ด้านหงายขึ้น ใช้มือทอยไปข้างหน้า สะบ้าหยุดที่ใด ให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๔. ท่าหกโนนดีด ใช้ เท้าทั้ง ๒ ข้างหนีบลูกสะบ้าให้อยู่ระหว่างส้นเท้า โน้มตัวลงเอามือทั้งสองข้าง เท้าพื้น ยกส้นเท้าสะบัดให้สะบ้าข้ามศรีษะไป เมื่อล้อไปหยุดที่ใดให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๕. ท่าหกโนนพ้น ทำเช่นเดียวกับท่าที่ ๔ แต่ต้องทำให้สะบ้าล้อเลยแถวสะบ้าตั้ง
๖. ท่าหนึ่งรองหงาย เอาสะบ้าล้อวางบนพื้นดินให้ด้ายหงายขึ้น หาเศษอิฐ หิน เศษไม้มาหนุนให้มุมด้านใดด้านหนึ่งกระดกขึ้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่เท้าทั้ง ๒ ข้างเกี่ยวกัน ดีดสะบ้าไปข้างหน้า ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ให้ถูกสะบ้าตั้งพอดี
๗. ท่าหนึ่งรองคว่ำ ทำเช่นเดียวกับท่าที่ ๖ แต่วางสะบ้าล้อคว่ำ
กติกาการเล่น
๑. การจองคู่ ตกลงเลือกเล่นก่อน-หลัง โดยโยนสะบ้าหงาย-คว่ำ หรืออื่น ๆ
๒. การตั้งสะบ้า เป็นหน้าที่ของฝ่ายตรงข้ามที่รอเล่น
๓. การใช้คู่ คือการทำแทนเพื่อนที่ยิงสะบ้าตั้งไม่ถูก
๔. การดีดสะบ้าล้อให้ผู้เล่นนั่งบนส้นเท้าของตนเองข้างหนึ่ง เข่าอีกข้างหนึ่งยกขึ้นเหนือพื้นประมาณ ๑ ฟุต นำสะบ้ามาวางบนเข่าใช้นิ้วดีดให้ถูกลูกสะบ้าตั้งของตนเอง
๕. การทำเน่า หรือ ริบ คือ การที่ผู้เล่นทำผิดกติกา เช่น ยิงสะบ้าตั้งของผู้อื่น ล้อสะบ้าล้อเกิน แถวสะบ้าตั้ง เป็นต้น
โอกาสที่เล่น
เทศกาลวันนักขัตฤกษ์ ตรุษไทย ตรุษสงกรานต์ หรือเทศกาลอื่น ที่มีการนัดหมายกัน
คุณค่า
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน ได้ออกกำลังกาย วิธีการเล่นต้องอาศัยทักษะการฝึกฝนเฉพาะตัว เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะ มีความรักพวกพ้องและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
ชื่อ | เพลงปรบไก่ |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | นครปฐม |
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
เริ่มต้นด้วยผู้เล่นเพลงปรบไก่ประมาณ ๑๐ คน นั่งยอง ๆ ลง ตรงบริเวณลานหน้าบ้านหรือลานวัดหรือหน้าศาลเจ้าที่มาแก้บน พนมมือ แล้วแม่เพลงจะร้องบทไหว้ครู โดยแม่เพลงร้องนำแล้วลูกคู่ตามทีละวรรค เมื่อจบบทไหว้ครูแล้วจะลุกขึ้นยืนเป็นวงกลม แล้วเริ่มร้องเพลงปรบไก่โดยแม่เพลง หรือพ่อเพลงจะเป็นผู้ร้องลูกคู่จะปรบมือเป็นจังหวะ และในตอนจบบทลูกคู่จะร้องเพลงรับว่า "ฉา ตะละลา ฉาฉา ฉาฉา ชะ" แล้วร้องทวนวรรคสุดท้ายที่จบบทด้วยในขณะที่ร้องเพลงทุกคนจะเดินช้า ๆ เข้าจังหวะที่ปรบมือเดินเป็นวงไปเรื่อย ๆ เนื้อร้องเพลงปรบไก่บทหนึ่งจะมี ประมาณ ๓-๔ บท และลูกคู่จะต้องรับทุกบท เมื่อจบบทของทำนองเพลงปรบไก่ ๓-๔ บท ทุกคนก็จะหยุดเดินและแม่เพลงหรือพ่อเพลงก็จะร้องส่งเพลง โดยจะร้องจากเนื้อหาของวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น สังข์ทอง พระอภัยมณี ฯลฯ ร้องเพียงสั้น ๆ บทหนึ่งขณะที่พ่อเพลงร้องบนส่งนี้ ลูกคู่ในคณะบางคนก็จะร่ายรำทำท่าไปตามเนื้อเรื่องที่ร้องจนจบบทร้องส่งก็เรียกว่า จบ "๑ วง" แล้วก็ร้องเพลงปรบไก่แต่ละครั้งมักจะเป็นการแก้บนและการร้องครั้งหนึ่ง ๆ จะร้องสักกี่ "วง" ก็ได้
สำหรับเนื้อร้องของเพลงปรบไก่ที่เล่นกันในพื้นบ้านจะเป็นข้อความในลักษณะเป็นการว่าโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง ไม่ค่อยเป็นเกี้ยวพาราสี และสำนวนภาษาที่ใช้ก็จะค่อนข้างหยาบ คือจะว่ากันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมหรือเลี่ยง เป็นแบบสองแง่สองง่ามเหมือนเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นและเวลาร้องมักจะกระแทกเสียงห้วนสั้นในคำท้ายวรรค
ตัวอย่างเนื้อเพลงปรบไก่
แม่เพลง : เล่นเพลง ปรบไก่ มาจนหัวไหล่ ยอก
ได้เงินบาท ก็ไม่ถึง เงินสลึง ก็ไม่ออก
จะเล่นทำไม ให้หัวไหล่มันยอก
ลูกคู่รับ : เอ่ย เออ เอ่อ เอ่ย จะเล่นทำไม ให้หัวไหล่มันยอก ฉา ตะลาลา ฉ่า ฉ่า ฉ่า ฉ่า ชะ
การแต่งกาย ก็แต่งแบบพื้นบ้าน คือนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแขนสั้น มีผ้าคาดเอว ทั้งชายและหญิงแต่งแบบเดียวกัน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
สำหรับโอกาสที่เล่นเพลงปรบไก่ ในสมัยก่อนจะเป็นการเล่นเพื่อแก้บน แต่ปัจจุบันนี้ การเล่นเพลงปรบไก่ไม่ค่อยแพร่หลาย มักจะมีการเล่นโอกาสที่เป็นงานแสดงวัฒนธรรมของสถานศึกษาต่างๆ หรือ ของสถานที่ราชการที่ต้องการจะอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไว้
คุณค่า / แนวคิด/ สาระ
เป็นการละเล่นที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน สามัคคี ในหมู่ประชาชนละแวกเดียวกันและเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
ชื่อ | หลุมเมือง |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ปราจีนบุรี |
วิธีเล่น ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายนั่งอยู่คนละข้างหลุม (จำนวนหลุมมีไม่จำกัด) ตกลงกันว่าจะกองทุนคนละเท่าใด เอาเบี้ยหรือสิ่งอื่นใช้แทนเบี้ยมารวมกัน แล้วหยอดใส่หลุมไว้หลุมละเท่าๆ กันแต่ หลุมหน้าผู้เล่นทั้งสองต้องมากกว่าหลุมอื่น ซึ่งเรียกว่า หลุมเมือง เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายใดเริ่มก่อนจะหยอดเบี้ยใส่หลุมไปเรื่อยๆ ตามลำดับจนหมดเบี้ย เมื่อหมดเบี้ยในมือก็หยิบเอาเบี้ยในหลุมถัดไปหยอดต่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบหลุมว่าง ผู้เล่นคนแรกจึงมีสิทธิกินเบี้ยทั้งหมดในหลุมถัดไป (ถัดจากหลุมว่าง) ผู้เล่นคนที่สองก็จะดำเนินการเล่นเหมือนคนแรก เมื่อพบหลุมว่างและกินเบี้ยหลุมถัดไป จึงผลัดกันเล่นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดทุนเลิกไป ผู้อื่นก็จะมาเล่นแทน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
นิยมเล่นในเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ในปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จัก แต่ก็ยังมีการเล่นอยู่บ้างในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
ลักษณะการเล่น เล่นเชิงพนันขันต่อ และเพลิดเพลินกับบรรยากาศในเทศกาลนั้นๆ มิได้คำนึงถึงเวลาหรือกังวลภาระกิจอื่นใด ผู้เล่นกีฬาหลุมเมืองส่วนมากจะเป็นผู้มีฐานะดี แรกเริ่มเจ้าเมืองต่างเมืองจะมาเล่นพนันขันต่อกัน หลังจากนั้นไม่จำกัด ใครมีฐานะดีก็เล่นทั่วไป
ชื่อ | กลองยาว |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | นนทบุรี |
กลองยาวเป็นกลองหน้าเดียว รูปร่างทรงยาว ด้านล่างกลึงเป็นรูปคล้ายปากแตร ส่วนบนป่องเล็กน้อยปิดด้วยหนังวัว ขึงด้วยเชือกให้ตึง กลองยาวมีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เล่น ตกแต่งด้วยผ้าสีสวยงาม มีสายสะพายคล้องบ่าเพื่อสะดวกในการเดินตี
ผู้เล่นกลองยาวจะใช้มือตีทั้งสองมือ บางครั้งตีแบบโลดโผนเพื่อความสนุกสนาน ใช้กำปั้น ศอก เข่า ศีรษะ หรือต่อตัวในการตีกลอง ซึ่งต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการตี
โอกาสที่เล่น
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในจังหวัดนนทบุรีมีการเล่นกลองยาวตามอำเภอต่าง ๆ โดยจะเล่นในขบวนแห่นาค ขบวนทอดผ้าป่า งานรื่นเริง ปัจจุบันมีการประกวดแข่งขันการเล่นกลองยาวของแต่ละอำเภอในงานต่าง ๆ เช่น ในวันสงกรานต์เป็นต้น
คุณค่า
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่แสดงความพร้อมเพรียงสามัคคีในหมู่คณะ เนื่องจากเป็นการเล่นเป็นกลุ่มต้องการเสียง หรือจังหวะที่พร้อมกัน ให้ความสนุกสนานรื่นเริงทั้งผู้เล่นและผู้ชม
ชื่อ | เพลงเหย่ย |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | กาญจนบุรี |
ไม่จำกัดจำนวน ผู้เล่นยิ่งมากยิ่งสนุกสนาน โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายชายกับหญิงแต่ละฝ่ายจะมีผู้ร้องประกอบด้วยพ่อเพลง แม่เพลง ลูกคู่ และผู้รำ เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายชายจะเป็นผู้เริ่มชวนฝ่ายหญิงให้เล่นเพลงเหย่ยกัน ฝ่ายหญิงรับคำชวนก็จะมายืนล้อมเป็นวงกับฝ่ายชาย แม่เพลงจะร้องโต้ตอบพ่อเพลงโดยมีลูกคู่รับทั้งสองฝ่าย เนื้อร้องส่วนใหญ่จะเป็นทำนองหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี โดยมีเครื่องดนตรีประกอบได้แก่ กลองยาว รำมะนา ฉิ่ง กระบอกไม้ไผ่ ฯลฯ
โอกาสที่เล่น
นิยมเล่นในเทศกาลวันตรุษ สงกรานต์ งานนักขัตฤกษ์ งานมงคลต่างๆ และงานรื่นเริงของชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตอำเภอพนมทวน เช่น บ้านทวน บ้านห้วยสะพาน บ้านทุ่งสมอ บ้านหนองปลิง บางครั้งก็จะเป็นการเล่นประกอบการเล่นพื้นเมืองอื่นๆ เช่น การเล่นลูกช่วงรำ ลูกช่วงขี้ข้า หรือประกอบการเล่นเหยี่ยวเฉี่ยวลูกไก่
คุณค่า
เป็นที่นิยมของจังหวัดกาญจนบุรีและเป็นการอนุรักษ์มรดกด้านวัฒนธรรมของไทยในท้องถิ่นอีกด้วย สร้างความเพลิดเพลิน
ชื่อ | ช่วงรำ |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ฉะเชิงเทรา |
อุปกรณ์การเล่น
ลูกช่วงที่ทำด้วยผ้าขาวม้าผูกขมวดกันเป็นลูกกลม ๆ ให้แน่น เหลือชายผ้าไว้ประมาณ ๒ คืบ สำหรับถือ โยน หรือขว้างได้วิธีการเล่น
แบ่งหญิงชายออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละ ๕-๖ คน ฝ่ายเล่นจะขึ้นขี่หลังอีกฝ่ายหนึ่งหันหน้าเข้าหากัน ล้อมเป็นวงกลม พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง หากเมื่อใดที่รับพลาดลูกช่วงตกถึงพื้น ฝ่ายเล่นที่ขี่บนหลังจะต้องรีบลงและวิ่งหนีกระจายออกไปให้พ้น เพราะเมื่อลูกช่วงตกฝ่ายที่ให้ขี่จะหยิบขึ้นมา แล้วขว้างปาให้ถูกฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งให้ได้
ถ้าฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งถูกช่วงปาโดน ผู้เล่นทั้งหมดก็จะเข้ามายืนกลุ่มอยู่กลางวง ฝ่ายที่ให้ขี่หลังจะยืนล้อมรอบเป็นวงกลม ฝ่ายเล่นจะต้องร้องระบำให้อีกฝ่ายหนึ่งรำ เมื่อจบเพลงก็เริ่มเล่นโยนลูกช่วงรำ โดยฝ่ายเล่นกลับมาเป็นฝ่ายให้ขี่บ้าง พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง
โอกาสที่เล่น
นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เป็นการละเล่นของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว โดยหลังจากทำบุญสรงน้ำพระแล้ว ชาวบ้านจะพากันไปรวมตัวที่ลานวัดโคนต้นไม้ใหญ่ เพื่ออาศัยร่มเงาเล่นการละเล่นต่าง ๆ
สาระ
ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบหน้ากันก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นช่วงรำก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัดการเล่นช่วงรำของผู้สูงอายุชาวไทยเชื้อสายเขมรนี้ จึงเป็นเล่นเพื่อการอนุรักษ์วิถีชีวิตแห่งอดีตไว้ ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ชื่อ | เพลงเรือบก |
ภาค | ภาคกลาง |
จังหวัด | ชัยนาท |
ดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะ มี กลอง ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง
เพลงที่ใช้ร้องโต้ตอบกัน ใช้เพลงเรือ และเพลงพื้นบ้านเก่า ๆ สมัยโบราณมาประยุกต์ เนื้อเพลงแบบพื้นบ้านที่ชาวบ้านคิดขึ้นเอง
การแต่งกาย ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าคล้องไหล่ หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก มีสไบห่มทับ
วิธีการเล่น
การเล่นเพลงเรือบก ประยุกต์มาจากการแข่งเรือในแม่น้ำมาเป็นการแข่งเรือบกแทน และเปลี่ยนจากพายเรือเป็นการวิ่งอยู่ในเรือจำลอง ซึ่งในครั้งแรก ๆ ทำด้วยทางมะพร้าวครึ่งหนึ่ง และใช้มือถือไว้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นไม้รวกและไม้ไผ่ทำเป็นเรือจำลอง และเพื่อให้งดงามขึ้นก็ปิดกระดาษตบแต่งลำเรือ ส่วนผู้เล่นเพลงเรือก็แต่งกายงดงามเหมือน ๆ กันด้วย ซึ่งมีลำละ ๗-๘คน ปรากฏว่าในการแข่งขันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะผู้วิ่งอยู่ในเรือจำลองแต่ละลำวิ่งช้าบ้าง วิ่งเร็วบ้าง จึงได้ดัดแปลงใหม่ให้มีการร้องเพลงเรือโต้ตอบกัน ใช้จังหวะการพาย การเดินให้สวยงามประกอบเนื้อร้องด้วย และเนื่องจากเล่นบนบก จึงเรียกว่า "เพลงเรือบก"
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เพลงเรือบกจะเล่นกันในงานเทศกาลต่าง ๆ
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
เพลงเรือบกนี้ เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านวัดสกุณาราม (วัดนก) ตำบลบางขุด หมู่ที่ ๑ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่แปลกกว่าที่อื่น ๆ ปัจจุบันชาวบ้านวัดนก ได้ถ่ายทอดการเล่นเพลงเรือบกแก่เยาวชนในท้องถิ่น และมีการแสดงในเทศกาลต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความเพลิดเพลิน











ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น