วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การละเล่นพื้นบ้านของภาคกลาง


ชื่อ
    รำตง
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   กาญจนบุรี


ประวัติความเป็นมา
"รำตง" เป็นการละเล่นของชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ใน อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิและอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
"ตง" เป็นการออกเสียงตามภาษาไทยชาวกะเหรี่ยงจะออกเสียงว่า "โตว" คำว่า ตง หรือ โตว นี้ คงจะมาจากเครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบการแสดง ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ยาว ๑ ปล้อง เจาะเป็นช่องตรงกลางเพื่อให้เกิดเสียงดังกังวาน

ลักษณะการเล่น
การแสดงรำตง เป็นการร้องและรำที่ใช้เสียงดนตรีประกอบในการแสดง ผู้แสดงเป็นหญิงหรือชายก็ได้ โดยทั่วไปนิยมใช้ผู้แสดงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจำนวน ๑๒-๑๖ คน หรืออาจมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่แสดง ซึ่งอาจเป็นเวทีในร่ม หรือสนามหญ้า การแสดงมีการตั้งแถวผู้แสดงเป็นแถวลึกประมาณ ๕-๖ แถวและยืนห่างกันประมาณ ๑ ช่วงแขน ชุดที่ใช้ในการแสดงรำตงเป็นชุดกระโปรงปักด้วยด้ายสีสด คาดเข็มขัดเงินที่เอว เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง คือ กลองสองหน้า ระนาด ฆ้องวง พิณหรือปี่ ฉิ่ง ตง ( ไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร เซาะเป็นร่องใช้ไม้ตีให้จังหวะ) เนื้อร้องของเพลงรำตงมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของกะเหรี่ยง การอบรมให้เป็นคนดี และเกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นต้น ท่าทางที่รำคล้ายกับฟ้อนพม่า
โอกาสที่เล่น
การแสดงรำตงเป็นการละเล่นที่สนุกสนานในงานพิธีสำคัญ ๆ เช่น งานศพ งานบุญข้าวใหม่ งานสงกรานต์ เป็นต้น
คุณค่า
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ท้องถิ่น



ชื่อ
   เท่งตุ๊ก
ภาค
  ภาคกลาง
จังหวัด
  จันทบุรี


ชาวบ้านบางกลุ่มอาจจะเรียกว่า "เท่งกรุ๊ก" ตามเสียงกลองที่ให้จังหวะของการแสดงนี้เป็นการแสดงละครศิลปพื้นบ้านทางแถบตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี มีลักษณะการเล่นเหมือนละครชาตรีของไทย หรือผสมระหว่างโนราปักษ์ใต้กับลิเก
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
ดนตรีประกอบการเล่น มีดังนี้
๑. โทน ๒ ใบ
๒. กลองตุ๊ก (กลองชาตรี) ๑ ใบ
๓. เครื่องประกอบจังหวะฉาบและฉิ่ง
การแต่งกาย
ตัวละครเท่งตุ๊กสวมเสื้อแขนสั้นมีอินทรธนูบนบ่า สวมถุงเท้าขาวคล้ายลิเก และสวมมงกุฎแทนชฎา
ตัวพระนุ่งโจงหางหงส์ สวมเสื้อมีอินทรธนูทับทรวงและสวมมงกุฎ ตัวนางนุ่งผ้ายกจีบ หน้านาง ผ้าห่มนาง ใส่กระบังหน้าและสวมมงกุฎ

การแสดงละครเท่งตุ๊ก
ก่อนแสดงจะต้องมีการบูชาครูเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนแล้วมีการโหมโรง โดยตัวพระจะออกมารำซัดแล้วจึงเริ่มแสดง เรื่องที่แสดงแต่เดิมจะมีเฉพาะนิยายพื้นบ้าน อย่างเรื่องสังข์ทองพระรถเมรี ไกรทอง เป็นต้น ต่อมาชั้นหลังเปลี่ยนเป็นเรื่องราวอิงชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการอิจฉาริษยา เวลาแสดงละครทุกตัวจะต้องร้องเอง การแสดงจะเรียกเสียงหัวเราะได้จากตัวตลก และเร้าอารมณ์เคียดแค้นด้วยนางกะแหร่งหรือตัวริษยา
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
๑. งานทิ้งกระจาดตามศาลเจ้าและศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นงานประจำปี
๒. งานแก้บนตามวาระและโอกาสของผู้ว่าจ้าง
๓. งานอื่นๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ งานเทศกาลต่างๆ ตามวาระและโอกาสของผู้ว่าจ้างและเทศบาลนั้น
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
การละเล่น "เท่งตุ๊ก" นี้ เป็นการละเล่นที่นิยมเล่นในงานเทศกาลประเพณีต่างๆ เพื่อความสนุกสนาน มีการพัฒนาการเล่นตามสภาพที่ควรจะเป็นแต่ยังรักษาประเพณีการบูชาครูไว้ การแสดงที่ได้มีการผสมผสานทั้งของปักษ์ใต้และละครชาตรี ดังคำกล่าวต่อไปนี้
อันเท่งตุ๊ก เท่งกรุ๊ก สนุกนัก
เจ้าภาพมักหามาเล่นเป็นสุขศรี
คณะแสดงอยู่แหลมสิงห์จันทบุรี
หาได้ที่บ้านชำห้านบางกะไชย
มีตัวพระตัวนางข้างตัวเอก
มีตัวโกง เกกมะเหรกน่าหมั่นไส้
มีตัวตลก ตัวเจ้าตัวคนใช้
เล่นที่ไหนคนนิยมชมชอบนัก
แต่ท่ารำเยื้องย้ายคล้ายปักษ์ใต้
มองไกลๆ เหมือนโนราท่าประจักษ์
ส่วนบทร้องเจรจาน่าฟังนัก
ใช้สัมผัสท้ายวรรคเป็นหลักชัย
…………สวัสดีเท่งตุ๊ก………….



ชื่อ
   ชักเย่อ
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ฉะเชิงเทรา


อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น
วิธีการเล่น

แบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละกี่คนก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อแบ่งพวกได้แล้วก็ขีดเส้นแบ่งแดน หัวแถว (ถ้าเป็นชายเรียกพ่อหลัก ถ้าเป็นหญิงเรียกแม่หลัก) ของทั้งสองฝ่ายเหยียดแขนจับไม้ยึดแนวขนานกับพื้นทั้งสองมือ ไม้จะนอนขนานกับเส้นแบ่งแดน ลูกน้องของแต่ละฝ่ายเกาะเอวหัวแถวเรียงต่อ ๆ กัน เริ่มเล่นต่างฝ่ายพยายามดึงให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดล้ำเข้ามาในแดนตน ฝ่ายใดหลุดล้ำถือเป็นฝ่ายแพ้ เมื่อแพ้ทั้งสองฝ่ายก็จะเริ่มต้นเล่นเพลงระบำกัน พอจบก็เริ่มชักเย่อกันใหม่

โอกาสที่เล่น

ชักเย่อเป็นการละเล่นประกอบเพลงระบำเช่นเดียวกันช่วงรำ ที่ชาวบ้านหัวสำโรงเล่นในวันสงกรานต์เช่นกัน
คุณค่า
ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน ก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นชักเย่อก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัด



ชื่อ
   รำมะนา
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ชัยนาท


อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น
รำมะนา ประกอบด้วยดนตรี "กลองรำมะนา" ฉิ่ง ฉาบ
การแต่งกาย ทั้งหญิงและชายแต่งกายตามสมัยนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๘ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
วิธีการเล่น
รำมะนา เป็นการร้องเพลงโต้ตอบกันไปมาคล้ายลำตัด แต่ใช้เพลงรำวงในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ร้องขึ้นต้นและลงท้าย เช่น เพลงแปดนาฬิกา เพลงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพลงช่อมาลี เพลงดวงจันทรา และเพลงรำวงมาตรฐานมาดัดแปลงให้เข้ากับการเล่นรำมะนาได้อย่างเหมาะสม โดยมีนักดนตรี นักร้อง และนักรำ ซึ่งจะรำกันเป็นคู่ ๆ การรำจะใช้ภาษาท่าซึ่งตีบทมาจากเพลงที่ร้องโต้ตอบกัน ผู้รำจะร้องเพลงที่รำไปด้วย ลีลาท่ารำจะอ่อนช้อยงดงาม สร้างความสนุกสนานให้กับนักดนตรี นักร้อง นักรำ และผู้ชมได้เป็นอย่างดี
โอกาสหรือเวลาเล่น
รำมะนานิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์ งานบวชนาค งานมงคลสมรส และงานสนุกสนานรื่นเริงต่าง ๆ
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
๑. ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน เสริมสร้างความสามัคคี
๒. "รำมะนา" น่าจะมาจาก "รำโทน" ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่นิยมเล่นกันแพร่หลายทุกภูมิภาคของประเทศไทย ต่างกันที่ดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่น รำโทนจะใช้โทนตีกำกับจังหวะ ส่วนรำมะนาจะใช้กลองรำมะนาตีกำกับจังหวะ และลีลาการร่ายรำรำมะนาจะอ่อนช้อยกว่ารำโทน
๓. จังหวัดชัยนาทได้นำ "รำมะนา" เข้าร่วมขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมในพิธีเปิดปีการท่องเที่ยวไทย พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๑ ณ บริเวณท้องสนามหลวง



ชื่อ
   สะบ้าล้อ
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ตราด


อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น

อุปกรณ์การเล่น

๑. สะบ้าตั้ง (สะบ้าแก่น) ซึ่งเป็นเมล็ดพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นเถา ชื่อว่า เถาสะบ้า เป็นพันธุ์ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีฝักยาว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๕ เซนติเมตร
๒. สะบ้าล้อ นิยมทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ นำมากลึงเป็นรูปกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖-๘ เซนติเมตร มีลายเป็นเส้นวงกลมซ้อน ๆ กันหลายวง เรียกว่าด้านหงาย ด้านที่เป็นพื้นเรียบ เรียกว่า ด้านคว่ำ


วิธีการเล่น
สะบ้าล้อจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายละกี่คนก็ได้ โดยทั่วไปจะประมาณ ๗ คน สนามที่ใช้ต้องเป็นดินอัดแน่นขนาดกว้าง ๗ X ๑๔ เมตร ฝ่ายใดจะเป็นผู้เล่นก่อน-หลัง ขึ้นอยู่กับการตกลงกันก่อนเล่น ผู้เล่นก่อนจะลงมือเล่นไปตามท่าที่กำหนด ผู้เล่นทีหลังจะเป็นผู้เฝ้าดูอยู่ใกล้กับแถวสะบ้าตั้ง ให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นไปตามกติกา ท่าที่นิยมเล่นมีอยู่ ๗ ท่า ดังนี้
๑. ท่าล้อนิ่ง นำสะบ้าวางบนมือแล้วล้อไปข้างหน้า เมื่อสะบ้าหยุดล้อ ให้ผู้เล่นเอาส้นเท้าวางบนสะบ้าแล้วหยิบสะบ้าล้อขึ้นมาวางบนเข่าดีดให้ถูกสะบ้าตั้ง
๒. ท่าล้อปากเป่า ทำเช่นเดียวกับท่าล้อนิ่ง แต่ต้องวิ่งตามไปเป่าสะบ้าด้วย เมื่อสะบ้าหยุด ให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๓. ท่าแพนดีด นำสะบ้าล้อวางบนมือให้ด้านหงายขึ้น ใช้มือทอยไปข้างหน้า สะบ้าหยุดที่ใด ให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๔. ท่าหกโนนดีด ใช้ เท้าทั้ง ๒ ข้างหนีบลูกสะบ้าให้อยู่ระหว่างส้นเท้า โน้มตัวลงเอามือทั้งสองข้าง เท้าพื้น ยกส้นเท้าสะบัดให้สะบ้าข้ามศรีษะไป เมื่อล้อไปหยุดที่ใดให้ดีดเช่นเดียวกับท่าที่ ๑
๕. ท่าหกโนนพ้น ทำเช่นเดียวกับท่าที่ ๔ แต่ต้องทำให้สะบ้าล้อเลยแถวสะบ้าตั้ง
๖. ท่าหนึ่งรองหงาย เอาสะบ้าล้อวางบนพื้นดินให้ด้ายหงายขึ้น หาเศษอิฐ หิน เศษไม้มาหนุนให้มุมด้านใดด้านหนึ่งกระดกขึ้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่เท้าทั้ง ๒ ข้างเกี่ยวกัน ดีดสะบ้าไปข้างหน้า ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ให้ถูกสะบ้าตั้งพอดี
๗. ท่าหนึ่งรองคว่ำ ทำเช่นเดียวกับท่าที่ ๖ แต่วางสะบ้าล้อคว่ำ
กติกาการเล่น
๑. การจองคู่ ตกลงเลือกเล่นก่อน-หลัง โดยโยนสะบ้าหงาย-คว่ำ หรืออื่น ๆ
๒. การตั้งสะบ้า เป็นหน้าที่ของฝ่ายตรงข้ามที่รอเล่น
๓. การใช้คู่ คือการทำแทนเพื่อนที่ยิงสะบ้าตั้งไม่ถูก
๔. การดีดสะบ้าล้อให้ผู้เล่นนั่งบนส้นเท้าของตนเองข้างหนึ่ง เข่าอีกข้างหนึ่งยกขึ้นเหนือพื้นประมาณ ๑ ฟุต นำสะบ้ามาวางบนเข่าใช้นิ้วดีดให้ถูกลูกสะบ้าตั้งของตนเอง
๕. การทำเน่า หรือ ริบ คือ การที่ผู้เล่นทำผิดกติกา เช่น ยิงสะบ้าตั้งของผู้อื่น ล้อสะบ้าล้อเกิน แถวสะบ้าตั้ง เป็นต้น
โอกาสที่เล่น
เทศกาลวันนักขัตฤกษ์ ตรุษไทย ตรุษสงกรานต์ หรือเทศกาลอื่น ที่มีการนัดหมายกัน
คุณค่า
ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน ได้ออกกำลังกาย วิธีการเล่นต้องอาศัยทักษะการฝึกฝนเฉพาะตัว เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของหมู่คณะ มีความรักพวกพ้องและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์



ชื่อ
   เพลงปรบไก่
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   นครปฐม


เพลงปรบไก่ เป็นการละเล่นบ้านของชาวบ้านจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีเล่นอยู่ที่ ตำบลสระกะเทียม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ผู้ที่เป็นแม่เพลง ในการเล่นเพลงปรกไก่ ชื่อนางกุหลาบ เครืออยู่ อยู่บ้านเลขที่ ๑๖ หมู่ที่ ๘ ตำบลสระกะเทียม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

อุปกรณ์และวิธีการเล่น

เริ่มต้นด้วยผู้เล่นเพลงปรบไก่ประมาณ ๑๐ คน นั่งยอง ๆ ลง ตรงบริเวณลานหน้าบ้านหรือลานวัดหรือหน้าศาลเจ้าที่มาแก้บน พนมมือ แล้วแม่เพลงจะร้องบทไหว้ครู โดยแม่เพลงร้องนำแล้วลูกคู่ตามทีละวรรค เมื่อจบบทไหว้ครูแล้วจะลุกขึ้นยืนเป็นวงกลม แล้วเริ่มร้องเพลงปรบไก่โดยแม่เพลง หรือพ่อเพลงจะเป็นผู้ร้องลูกคู่จะปรบมือเป็นจังหวะ และในตอนจบบทลูกคู่จะร้องเพลงรับว่า "ฉา ตะละลา ฉาฉา ฉาฉา ชะ" แล้วร้องทวนวรรคสุดท้ายที่จบบทด้วยในขณะที่ร้องเพลงทุกคนจะเดินช้า ๆ เข้าจังหวะที่ปรบมือเดินเป็นวงไปเรื่อย ๆ เนื้อร้องเพลงปรบไก่บทหนึ่งจะมี ประมาณ ๓-๔ บท และลูกคู่จะต้องรับทุกบท เมื่อจบบทของทำนองเพลงปรบไก่ ๓-๔ บท ทุกคนก็จะหยุดเดินและแม่เพลงหรือพ่อเพลงก็จะร้องส่งเพลง โดยจะร้องจากเนื้อหาของวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น สังข์ทอง พระอภัยมณี ฯลฯ ร้องเพียงสั้น ๆ บทหนึ่งขณะที่พ่อเพลงร้องบนส่งนี้ ลูกคู่ในคณะบางคนก็จะร่ายรำทำท่าไปตามเนื้อเรื่องที่ร้องจนจบบทร้องส่งก็เรียกว่า จบ "๑ วง" แล้วก็ร้องเพลงปรบไก่แต่ละครั้งมักจะเป็นการแก้บนและการร้องครั้งหนึ่ง ๆ จะร้องสักกี่ "วง" ก็ได้
สำหรับเนื้อร้องของเพลงปรบไก่ที่เล่นกันในพื้นบ้านจะเป็นข้อความในลักษณะเป็นการว่าโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง ไม่ค่อยเป็นเกี้ยวพาราสี และสำนวนภาษาที่ใช้ก็จะค่อนข้างหยาบ คือจะว่ากันตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมหรือเลี่ยง เป็นแบบสองแง่สองง่ามเหมือนเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นและเวลาร้องมักจะกระแทกเสียงห้วนสั้นในคำท้ายวรรค
ตัวอย่างเนื้อเพลงปรบไก่
แม่เพลง : เล่นเพลง ปรบไก่ มาจนหัวไหล่ ยอก
ได้เงินบาท ก็ไม่ถึง เงินสลึง ก็ไม่ออก
จะเล่นทำไม ให้หัวไหล่มันยอก
ลูกคู่รับ : เอ่ย เออ เอ่อ เอ่ย จะเล่นทำไม ให้หัวไหล่มันยอก ฉา ตะลาลา ฉ่า ฉ่า ฉ่า ฉ่า ชะ
การแต่งกาย ก็แต่งแบบพื้นบ้าน คือนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแขนสั้น มีผ้าคาดเอว ทั้งชายและหญิงแต่งแบบเดียวกัน
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
สำหรับโอกาสที่เล่นเพลงปรบไก่ ในสมัยก่อนจะเป็นการเล่นเพื่อแก้บน แต่ปัจจุบันนี้ การเล่นเพลงปรบไก่ไม่ค่อยแพร่หลาย มักจะมีการเล่นโอกาสที่เป็นงานแสดงวัฒนธรรมของสถานศึกษาต่างๆ หรือ ของสถานที่ราชการที่ต้องการจะอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไว้
คุณค่า / แนวคิด/ สาระ
เป็นการละเล่นที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน สามัคคี ในหมู่ประชาชนละแวกเดียวกันและเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น



ชื่อ
   หลุมเมือง
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ปราจีนบุรี

                                                                                      
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
วิธีเล่น ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายนั่งอยู่คนละข้างหลุม (จำนวนหลุมมีไม่จำกัด) ตกลงกันว่าจะกองทุนคนละเท่าใด เอาเบี้ยหรือสิ่งอื่นใช้แทนเบี้ยมารวมกัน แล้วหยอดใส่หลุมไว้หลุมละเท่าๆ กันแต่ หลุมหน้าผู้เล่นทั้งสองต้องมากกว่าหลุมอื่น ซึ่งเรียกว่า หลุมเมือง เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายใดเริ่มก่อนจะหยอดเบี้ยใส่หลุมไปเรื่อยๆ ตามลำดับจนหมดเบี้ย เมื่อหมดเบี้ยในมือก็หยิบเอาเบี้ยในหลุมถัดไปหยอดต่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบหลุมว่าง ผู้เล่นคนแรกจึงมีสิทธิกินเบี้ยทั้งหมดในหลุมถัดไป (ถัดจากหลุมว่าง) ผู้เล่นคนที่สองก็จะดำเนินการเล่นเหมือนคนแรก เมื่อพบหลุมว่างและกินเบี้ยหลุมถัดไป จึงผลัดกันเล่นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดทุนเลิกไป ผู้อื่นก็จะมาเล่นแทน

โอกาสหรือเวลาที่เล่น

นิยมเล่นในเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลสงกรานต์ ในปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จัก แต่ก็ยังมีการเล่นอยู่บ้างในเขตตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
ลักษณะการเล่น เล่นเชิงพนันขันต่อ และเพลิดเพลินกับบรรยากาศในเทศกาลนั้นๆ มิได้คำนึงถึงเวลาหรือกังวลภาระกิจอื่นใด ผู้เล่นกีฬาหลุมเมืองส่วนมากจะเป็นผู้มีฐานะดี แรกเริ่มเจ้าเมืองต่างเมืองจะมาเล่นพนันขันต่อกัน หลังจากนั้นไม่จำกัด ใครมีฐานะดีก็เล่นทั่วไป



ชื่อ
   กลองยาว
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   นนทบุรี


อุปกรณ์และวิธีเล่น
กลองยาวเป็นกลองหน้าเดียว รูปร่างทรงยาว ด้านล่างกลึงเป็นรูปคล้ายปากแตร ส่วนบนป่องเล็กน้อยปิดด้วยหนังวัว ขึงด้วยเชือกให้ตึง กลองยาวมีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เล่น ตกแต่งด้วยผ้าสีสวยงาม มีสายสะพายคล้องบ่าเพื่อสะดวกในการเดินตี
ผู้เล่นกลองยาวจะใช้มือตีทั้งสองมือ บางครั้งตีแบบโลดโผนเพื่อความสนุกสนาน ใช้กำปั้น ศอก เข่า ศีรษะ หรือต่อตัวในการตีกลอง ซึ่งต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการตี
โอกาสที่เล่น
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในจังหวัดนนทบุรีมีการเล่นกลองยาวตามอำเภอต่าง ๆ โดยจะเล่นในขบวนแห่นาค ขบวนทอดผ้าป่า งานรื่นเริง ปัจจุบันมีการประกวดแข่งขันการเล่นกลองยาวของแต่ละอำเภอในงานต่าง ๆ เช่น ในวันสงกรานต์เป็นต้น
คุณค่า
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่แสดงความพร้อมเพรียงสามัคคีในหมู่คณะ เนื่องจากเป็นการเล่นเป็นกลุ่มต้องการเสียง หรือจังหวะที่พร้อมกัน ให้ความสนุกสนานรื่นเริงทั้งผู้เล่นและผู้ชม


ชื่อ
   เพลงเหย่ย
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   กาญจนบุรี


วิธีการเล่น
ไม่จำกัดจำนวน ผู้เล่นยิ่งมากยิ่งสนุกสนาน โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายชายกับหญิงแต่ละฝ่ายจะมีผู้ร้องประกอบด้วยพ่อเพลง แม่เพลง ลูกคู่ และผู้รำ เมื่อเริ่มเล่นฝ่ายชายจะเป็นผู้เริ่มชวนฝ่ายหญิงให้เล่นเพลงเหย่ยกัน ฝ่ายหญิงรับคำชวนก็จะมายืนล้อมเป็นวงกับฝ่ายชาย แม่เพลงจะร้องโต้ตอบพ่อเพลงโดยมีลูกคู่รับทั้งสองฝ่าย เนื้อร้องส่วนใหญ่จะเป็นทำนองหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี โดยมีเครื่องดนตรีประกอบได้แก่ กลองยาว รำมะนา ฉิ่ง กระบอกไม้ไผ่ ฯลฯ

โอกาสที่เล่น

นิยมเล่นในเทศกาลวันตรุษ สงกรานต์ งานนักขัตฤกษ์ งานมงคลต่างๆ และงานรื่นเริงของชาวบ้าน โดยเฉพาะในเขตอำเภอพนมทวน เช่น บ้านทวน บ้านห้วยสะพาน บ้านทุ่งสมอ บ้านหนองปลิง บางครั้งก็จะเป็นการเล่นประกอบการเล่นพื้นเมืองอื่นๆ เช่น การเล่นลูกช่วงรำ ลูกช่วงขี้ข้า หรือประกอบการเล่นเหยี่ยวเฉี่ยวลูกไก่
คุณค่า
เป็นที่นิยมของจังหวัดกาญจนบุรีและเป็นการอนุรักษ์มรดกด้านวัฒนธรรมของไทยในท้องถิ่นอีกด้วย สร้างความเพลิดเพลิน



ชื่อ
   ช่วงรำ
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ฉะเชิงเทรา


อุปกรณ์การเล่นและวิธีการเล่น
อุปกรณ์การเล่น

ลูกช่วงที่ทำด้วยผ้าขาวม้าผูกขมวดกันเป็นลูกกลม ๆ ให้แน่น เหลือชายผ้าไว้ประมาณ ๒ คืบ สำหรับถือ โยน หรือขว้างได้
วิธีการเล่น
แบ่งหญิงชายออกเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละ ๕-๖ คน ฝ่ายเล่นจะขึ้นขี่หลังอีกฝ่ายหนึ่งหันหน้าเข้าหากัน ล้อมเป็นวงกลม พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง หากเมื่อใดที่รับพลาดลูกช่วงตกถึงพื้น ฝ่ายเล่นที่ขี่บนหลังจะต้องรีบลงและวิ่งหนีกระจายออกไปให้พ้น เพราะเมื่อลูกช่วงตกฝ่ายที่ให้ขี่จะหยิบขึ้นมา แล้วขว้างปาให้ถูกฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งให้ได้
ถ้าฝ่ายเล่นคนใดคนหนึ่งถูกช่วงปาโดน ผู้เล่นทั้งหมดก็จะเข้ามายืนกลุ่มอยู่กลางวง ฝ่ายที่ให้ขี่หลังจะยืนล้อมรอบเป็นวงกลม ฝ่ายเล่นจะต้องร้องระบำให้อีกฝ่ายหนึ่งรำ เมื่อจบเพลงก็เริ่มเล่นโยนลูกช่วงรำ โดยฝ่ายเล่นกลับมาเป็นฝ่ายให้ขี่บ้าง พอขี่หลังยืนตั้งหลักได้ก็เริ่มโยนลูกช่วงให้แก่กันไปรอบ ๆ วง
โอกาสที่เล่น
นิยมเล่นในเทศกาลสงกรานต์ เป็นการละเล่นของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว โดยหลังจากทำบุญสรงน้ำพระแล้ว ชาวบ้านจะพากันไปรวมตัวที่ลานวัดโคนต้นไม้ใหญ่ เพื่ออาศัยร่มเงาเล่นการละเล่นต่าง ๆ
สาระ
ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบหน้ากันก็คืองานบุญและการละเล่นหลังทำบุญการเล่นช่วงรำก็เช่นกัน ทำให้หนุ่มสาวได้พบหน้าเกี้ยวพาราสีและสนุกสนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันโดยไม่มีข้อจำกัดการเล่นช่วงรำของผู้สูงอายุชาวไทยเชื้อสายเขมรนี้ จึงเป็นเล่นเพื่อการอนุรักษ์วิถีชีวิตแห่งอดีตไว้ ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และสืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม



ชื่อ
   เพลงเรือบก
ภาค
   ภาคกลาง
จังหวัด
   ชัยนาท


อุปกรณ์การเล่น
ดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะ มี กลอง ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง
เพลงที่ใช้ร้องโต้ตอบกัน ใช้เพลงเรือ และเพลงพื้นบ้านเก่า ๆ สมัยโบราณมาประยุกต์ เนื้อเพลงแบบพื้นบ้านที่ชาวบ้านคิดขึ้นเอง
การแต่งกาย ชาย นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม มีผ้าขาวม้าคล้องไหล่ หญิง นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก มีสไบห่มทับ
วิธีการเล่น
การเล่นเพลงเรือบก ประยุกต์มาจากการแข่งเรือในแม่น้ำมาเป็นการแข่งเรือบกแทน และเปลี่ยนจากพายเรือเป็นการวิ่งอยู่ในเรือจำลอง ซึ่งในครั้งแรก ๆ ทำด้วยทางมะพร้าวครึ่งหนึ่ง และใช้มือถือไว้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นไม้รวกและไม้ไผ่ทำเป็นเรือจำลอง และเพื่อให้งดงามขึ้นก็ปิดกระดาษตบแต่งลำเรือ ส่วนผู้เล่นเพลงเรือก็แต่งกายงดงามเหมือน ๆ กันด้วย ซึ่งมีลำละ ๗-๘คน ปรากฏว่าในการแข่งขันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะผู้วิ่งอยู่ในเรือจำลองแต่ละลำวิ่งช้าบ้าง วิ่งเร็วบ้าง จึงได้ดัดแปลงใหม่ให้มีการร้องเพลงเรือโต้ตอบกัน ใช้จังหวะการพาย การเดินให้สวยงามประกอบเนื้อร้องด้วย และเนื่องจากเล่นบนบก จึงเรียกว่า "เพลงเรือบก"
โอกาสหรือเวลาที่เล่น
เพลงเรือบกจะเล่นกันในงานเทศกาลต่าง ๆ
คุณค่า/แนวคิด/สาระ
เพลงเรือบกนี้ เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวบ้านวัดสกุณาราม (วัดนก) ตำบลบางขุด หมู่ที่ ๑ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่แปลกกว่าที่อื่น ๆ ปัจจุบันชาวบ้านวัดนก ได้ถ่ายทอดการเล่นเพลงเรือบกแก่เยาวชนในท้องถิ่น และมีการแสดงในเทศกาลต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความเพลิดเพลิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น